Afrikaans
Akan
Amharic
Arabic
Armenian
Azerbaijani
Basque
Belarusian
Bemba
Bihari
Bosnian
Breton
Bulgarian
Cambodian
Catalan
Cebuano
Cherokee
Chichewa
Chinese (Simplified)
Chinese (Traditional)
Corsican
Croatian
Czech
Danish
Dutch
Esperanto
Estonian
Ewe
Faroese
Filipino
Finnish
French
Frisian
Ga
Galician
Georgian
German
Greek
Guarani
Gujarati
Haitian Creole
Hausa
Hawaiian
Hebrew
Hindi
Hmong
Hungarian
Icelandic
Igbo
Indonesian
Interlingua
Irish
Italian
Japanese
Javanese
Kannada
Kazakh
Kinyarwanda
Kirundi
Kongo
Korean
Krio (Sierra Leone)
Kurdish
Kurdish (Soranî)
Kyrgyz
Laothian
Latin
Latvian
Lingala
Lithuanian
Lozi
Luganda
Luo
Luxembourgish
Macedonian
Malagasy
Malay
Malayalam
Maltese
Maori
Marathi
Mauritian Creole
Moldavian
Mongolian
Myanmar (Burmese)
Montenegrin
Nepali
Nigerian Pidgin
Northern Sotho
Norwegian
Norwegian (Nynorsk)
Occitan
Oriya
Oromo
Pashto
Persian
Polish
Portuguese (Brazil)
Portuguese (Portugal)
Punjabi
Quechua
Romanian
Romansh
Runyakitara
Russian
Samoan
Scots Gaelic
Serbian
Serbo-Croatian
Sesotho
Setswana
Seychellois Creole
Shona
Sindhi
Sinhalese
Slovak
Slovenian
Somali
Spanish
Spanish (Latin American)
Sundanese
Swahili
Swedish
Tajik
Tamil
Tatar
Telugu
Tigrinya
Tonga
Tshiluba
Tumbuka
Turkish
Turkmen
Twi
Uighur
Ukrainian
Urdu
Uzbek
Vietnamese
Welsh
Wolof
Xhosa
Yiddish
Yoruba
Zulu
(ภาพกล้องวงจรปิดและภาพมุมสูง บางส่วนในตอนนี้เป็นการจำลองใหม่)
(จากการค้นคว้าและปากคำพยาน)
(ธันวาคม 2009 แปดปี สามเดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)
(ฐานทัพโคสต์ อัฟกานิสถาน)
เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่ประจำการอยู่ที่โคสต์ พากันตื่นเต้นมาก
กับโอกาสสำคัญที่จะได้เบาะแส ที่อาจพาเราไปถึงตัวบิน ลาเดน
ก็เลยไม่มีการตรวจค้น เขาได้ผ่านเข้าไปเลย
ที่นั่นมีทีมซีไอเอทั้งทีม มีเจ้าหน้าที่สัญญาจ้าง มีหน่วยรบพิเศษ
มีนักวิเคราะห์ มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเคส
ทุกคนออกมาข้างนอกเพื่อรอการมาถึงของเขา
นี่อาจเป็นโอกาสที่สำคัญมากก็ได้
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เขาลงจากรถอีกฝั่ง
และทีมรักษาความปลอดภัยของเรา ก็เดินอ้อมไปบอกเขาว่า
"เอามือออกมาจากเสื้อคลุม"
และทีมเราเริ่มรู้สึกผิดปกติเพราะเขาไม่ทำตาม
ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าตัวเขานั่นแหละคือระเบิด
ตอนนั้นฉันนั่งอยู่ที่พื้นห้องนั่งเล่นที่บ้าน แล้วก็มีสายโทรเข้ามา
บอกว่า "เทรซี่ เกิดระเบิดครั้งใหญ่"
ฉันก็แบบ "หมายความว่าไง" ตอนนั้นที่บ้านฉันไม่ได้เปิดทีวีด้วยซ้ำ
ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ไปที่อัฟกานิสถานครับ
ตอนนี้มีข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจ เกี่ยวกับเหตุโจมตีพลีชีพ
ที่คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ซีไอเอไปเจ็ดนาย
คนร้ายได้รับเชิญให้เข้าไปที่ฐาน
โดยไม่มีการตรวจค้น
นี่สำหรับพวกแก
นี่ไม่ใช่นาฬิกา นี่คือตัวจุดระเบิด
พวกแกจะถูกส่งไปลงนรก
ไม่เคยมีใครในฝั่งอเมริกัน เคยเจอชายคนนี้มาก่อน
แต่ก็ยังปล่อยให้เขาเข้าไปถึงฐานซีไอเอ ที่การรักษาความปลอดภัยสูงมาก
จากนั้นเขาก็จุดชนวนระเบิด
วันนี้ที่สำนักงานใหญ่ซีไอเอลดธงลงครึ่งเสา
เพื่อไว้อาลัยให้เจ้าหน้าที่ทั้งเจ็ดคน
ผู้อำนวยการลีออน พาเน็ตตากล่าวว่า พวกเขาเสียชีวิตในแดนไกลแต่ใกล้กับศัตรู
ใกล้เกินไปด้วยซ้ำ
เจนนิเฟอร์ แมทธิวส์ เพื่อนร่วมงานของฉัน เป็นหัวหน้าฐานของซีไอเอ
ที่โคสต์ ประเทศอัฟกานิสถาน
เราเป็นเหมือนกลุ่มเดียวกัน
ฉันร่วมงานกับเจนนิเฟอร์ รับผิดชอบกลุ่มอัลกออิดะห์
ตั้งแต่ก่อนจะรู้จักชื่ออัลกออิดะห์ด้วยซ้ำ
จีน่าโทรหาฉัน บอกว่าเจนนิเฟอร์เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น
เป็นอะไรที่ทำใจรับฟังได้ยากมาก
ฉันจำได้ว่าตัวเองไปโบสถ์
ฟังคำภาวนาที่คนสวดให้ทหารที่รับใช้ชาติ แล้วฉันก็คิดว่า "แล้วพวกเราล่ะ"
"แล้วเจนนิเฟอร์ล่ะ"
ทำใจแทบไม่ได้เลย ตอนที่ได้ฟังเรื่องราวจากคนที่รู้จักเธอมาแต่เด็ก
ฟังลูกๆ ของเธอพูดถึงเธอ
เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเธอทำภารกิจอะไร
ผมจำได้ว่าต้องไปร่วมงานศพ ของเจ้าหน้าที่ซีไอเอทุกคนที่เสียชีวิต
และผมสังเกตเห็นว่า ตอนที่เราขับรถไปในสภาพอากาศหนาวจัด
มีครอบครัวหนึ่งยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน
ถือป้ายที่เขียนว่า
"ขอบคุณที่ดูแลให้เราปลอดภัย"
ผมจำได้ว่า
ผมได้พูดคุยกับครอบครัวของพวกเขา
พ่อแม่บางคนบอกกับผมว่า
"อย่าละทิ้งภารกิจ
ที่ลูกเรายอมสละชีวิตเพื่อมัน อย่าเลิกเด็ดขาด"
ซึ่งภารกิจนั้นก็คือการตามล่าบิน ลาเดนต่อไป
ขอบอกชาวอเมริกันว่า ด้วยประสงค์ของพระเจ้า เราจะสังหารพวกแกต่อไป
ถ้าอัลกออิดะห์คิดว่า เหตุโจมตีที่โคสต์จะทำให้พวกเราอ่อนแอลงล่ะก็
คิดผิดถนัด
มันให้ผลตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
มันทำให้พวกเรายิ่งมุ่งมั่นกว่าเดิม
เหตุโจมตีที่โคสต์กลายเป็นแค้นส่วนตัว
แค้นส่วนตัวเลยล่ะ
(American Manhunt: โอซามา บิน ลาเดน)
(ธันวาคม 2009)
(มกราคม 2010 8 ปี 4 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)
วาระครบรอบสิบปีเหตุการณ์ 11 ก.ย. ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ความต้องการที่จะจับตัวบิน ลาเดน ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
โอซามา บิน ลาเดนยังคงเป็นที่ต้องการตัว ยังคงหลอกหลอนคนอเมริกันต่อไป
เขายังคงมีค่าหัว 25 ล้านดอลลาร์
เรามีทั้งสายลับและหน่วยจู่โจมกระจายอยู่ทั่วทุกที่
เพื่อตามล่าตัวเขา
แล้วทำไมชายคนนี้ยังลอยนวลอยู่ได้
พวกเราเคยผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน กับเบาะแสลวง
ทั้งที่คิดว่าเราเข้าใกล้แล้ว "เขาอยู่ที่นี่" "เขาอยู่ที่นั่น"
กองทัพเคยเตรียมปฏิบัติการหลายครั้ง เพื่อจับตัวเขา
แต่ก็ไม่เคยได้ออกปฏิบัติการจริงๆ
ในบ้านเคลียร์ ไปได้เลย
มัน…
น่าโมโหมากนะ
เรื่องนี้ยังทำให้เกิดคำถามว่า หน่วยข่าวกรองของเรา
จริงๆ แล้วมีประสิทธิภาพแค่ไหน
ตอนนั้นซีไอเอต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมือง
จากทั้งสองพรรค
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวเหรอ
ท่านจับตัวเขาไม่ได้ แถมยังเหมือนจะไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหนอีก
คือ…
ผมคิดว่า
การจับกุมหรือสังหารบิน ลาเดน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อความมั่นคงของชาติเรา
ตอนนั้นซีไอเอและหน่วยข่าวกรองทุกหน่วย ถูกกดดันอย่างหนัก
ให้พยายามมากกว่านี้
ทุกฝ่ายต้องเร่งเดินหน้า ไล่ล่าบิน ลาเดนและอัลกออิดะห์ให้ถึงที่สุด
(เควิน เชฟเฟอร์ - ซีไอเอ)
(นักวิเคราะห์เป้าหมาย ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย)
ในวันที่เกิดเหตุ 11 ก.ย. ผมทำงานอยู่ที่เพนตากอน
ในหน่วยของผม ผมเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต
ผมถูกไฟคลอกสาหัส
แต่ผมก็ฟื้นตัวและสู้ทุกวันหลังจากนั้น
รู้สึกยังไงบ้าง
รู้สึกดีมากครับ
ขอบคุณพระเจ้า
ในปี 2009 เพื่อนคนหนึ่งติดต่อมาว่า
"เควิน เราอยากให้นาย เข้าร่วมทีมไล่ล่าบิน ลาเดน"
"เป้าหมายเดียวของทีมนี้ คือตามหาตัว บินลาเดนให้เจอ"
ผมบอกทีมว่า "ผมอยากให้พวกคุณ เข้ามารายงานผมที่ห้องทำงานทุกสัปดาห์"
"พวกคุณตรวจสอบอะไรอยู่ เจออะไรบ้าง
มีเบาะแสอะไรบ้าง มีหลักฐานอะไรที่เป็นไปได้"
ถ้าเขาหนีออกจากอัฟกานิสถานไปแล้ว เขาจะไปที่ไหน เขาหายไปไหน
ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า เราต้องตั้งคำถามพวกนี้อยู่ตลอดเวลา
และทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวบนโทรทัศน์
พวกเราจะวิเคราะห์กันจนหัวแทบแตก
เราเริ่มจดจ่อกับทุกแง่มุมของแถลงการณ์ ที่บิน ลาเดนเผยแพร่ทางสื่อ
เอาเทปเสียงของบิน ลาเดนมาฟัง ดูว่าได้ยินอะไรบ้างไหม
อาจเป็นเสียงของอะไรก็ได้ที่จะบอกให้รู้ว่า
ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ที่ไหน
เสียงนก หรือเสียงเครื่องจักรในโรงงาน
มีข้อความแฝงอยู่ในนั้นไหม
ฉากหลังมีอะไรที่บอกตำแหน่งของเขาได้ไหม
แล้วเรายังพยายามสืบเส้นทางว่า เทปวิดีโอของเขาส่งไปยังสำนักข่าวได้ยังไง
เขาต้องมีวิธีนำข้อความเข้าออก จากที่ที่เขาอยู่แน่ๆ
พวกเขาไม่ไว้ใจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
โทรศัพท์ หรือของพวกนั้น
ดังนั้นพวกเขาก็น่าจะใช้คนส่งสารส่งให้กับมือ
ถ้าเราหาตัวคนส่งสารเจอและตามรอยได้
เราก็อาจเจอที่กบดานของบิน ลาเดนก็ได้
ซีไอเอไล่ตามทุกเบาะแส
และเบาะแสที่เกี่ยวกับคนส่งสาร มีมาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว
(แอฟริกาเหนือ สถานที่ไม่เปิดเผย)
เรารู้ว่ามีบุคคลหนึ่ง เป็นคนส่งสารที่บิน ลาเดนไว้ใจ
และเราพยายามอย่างหนักที่จะหาชื่อเขา
ผู้ต้องขังให้ชื่อปลอมมา
บางคนบอกว่าไม่มีคนส่งสาร
บางคนก็บอกว่ามีคนส่งสารแต่เลิกไปแล้ว
สิ่งที่ยากมากก็คือ การวิเคราะห์คำโกหกเกี่ยวกับคนส่งสาร
แล้วในช่วงปลายปี 2002
มีสมาชิกอัลกออิดะห์คนหนึ่ง
ถูกควบคุมตัวโดยรัฐบาลแอฟริกาเหนือ
เขาถูกจับกุม
และถูกสอบสวนว่ารู้อะไรบ้าง รู้จักใครบ้าง
และในระหว่างการสอบสวน
เขาเอ่ยถึงบุคคลหนึ่ง โดยบอกว่าชายคนนั้นเคยทำงานกับบิน ลาเดน
ก่อน 11 ก.ย.
และทำงานกับคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด หลัง 11 ก.ย.
โดยทำหน้าที่ส่งสารระหว่างคนทั้งสอง
และเขาว่าคนส่งสารคนนั้นชื่อ…
อาบู อาเหม็ด
แน่นอนว่าพวกเราหูผึ่งทันทีที่ได้รู้ข้อมูลนั้น
(แบล็กไซต์ของซีไอเอ สถานที่ไม่เปิดเผย)
เราถามเคเอสเอ็ม
ซึ่งยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำลับของซีไอเอว่า
"รู้อะไรเกี่ยวกับอาบู อาเหม็ดบ้าง"
ตอนนั้นเคเอสเอ็มเคยเจอ การสอบสวนแบบเพิ่มมาตรการแล้ว
เขาให้ข้อมูลแทบทุกอย่างที่เราอยากรู้
เขาบอกเราว่า "ใช่ เคยได้ยินชื่ออาบู อาเหม็ด แต่เขาไม่ได้อยู่กับอัลกออิดะห์แล้ว"
เขากลับไปที่ห้องขังซึ่งเราติดเครื่องดักฟังไว้
และบอกพวกอัลกออิดะห์ที่ถูกขังด้วยกันว่า
"ห้ามใครพูดถึงคนส่งสารเด็ดขาด"
เคเอสเอ็มทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคนส่งสาร เพราะเขารู้ว่า
อาบู อาเหม็ดพาเราไปถึงตัวบิน ลาเดนได้
ดังนั้นเราจึงทุ่มความสนใจไปที่ การตามหาอาบู อาเหม็ดให้เจอ
บินลาเดนกับเคเอสเอ็ม เลือกคนส่งสารได้เหมาะมาก
เขามีเทคนิคในการระวังตัวที่ดีมากๆ
ทำให้การตามตัวเขาเป็นเรื่องยากมาก
สุดท้ายเราก็พบว่าเขาเป็นชาวคูเวต
เราไล่ตามทุกเบาะแสที่เป็นไปได้ แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง
เขาอยู่ในเงามืด
เราต้องใช้เวลานานและความพยายามอย่างหนัก เพื่อวิเคราะห์รูปแบบชีวิตเขา
การเคลื่อนไหว เขาเดินทางไปไหนบ้าง
เขาใช้วิธีไหนในการสื่อสาร และใช้ยังไง
เรากังวลมากว่าจะพลาดพลั้งทำอะไร ที่จะทำให้เขารู้ตัวว่า
เราควานหาตัวเขาอยู่
การตามหาเขากินเวลาตั้งแต่ ปี 2002 จนถึง 2010
แปดปีกับการพลิกแผ่นดินหาเขา
แล้วในช่วงฤดูร้อนปี 2010 เราก็พบเบาะแสสำคัญ
เราตามสัญญาณมือถือของเขาไปจนพบว่า เขาอยู่ในเมืองเปศวาร์ ประเทศปากีสถาน
และเราก็ดักฟังสายสนทนาได้
เขากำลังคุยกับใครบางคน ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อก่อน
เพื่อนเขาถามว่า "เดี๋ยวนี้นายทำอะไรอยู่"
"ไม่ได้ข่าวคราว ไม่เห็นหน้าเลย"
"ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน"
เขาพยายามตอบแค่ว่า
"ยุ่งๆ อยู่ ทำงานตลอด"
เพื่อนเขาตื๊อไม่เลิก
เขาถามว่า "แล้วตกลงว่าทำอะไร เอาจริงๆ นายทำอะไรอยู่"
เงียบอยู่อึดใจนึง
และเขาก็ตอบว่า
"ทำเหมือนที่เคยทำ"
ทันทีที่ได้ยิน เพื่อนของเขาก็ตอบว่า "งั้นก็ขอให้อัลลอฮ์คุ้มครอง"
ซึ่งชัดเจนเลยว่า สิ่งที่เขาเคยทำ ก็คือทำงานให้บิน ลาเดน
ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการ คือข่าวกรองภาคสนามจากคนในพื้นที่
(ไบรอัน สเติร์น เจ้าหน้าที่ข่าวกรองภาคพื้น)
หลายคนคิดว่า งานข่าวกรองคือแค่นักวิเคราะห์นั่งอ่านรายงาน
แต่เราลงพื้นที่ด้วยตัวเอง
ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ
ผมประจำอยู่ที่คาบูล มีจุดปฏิบัติการกระจายไปทั่วภูมิภาค
เราต้องการข่าวกรอง ที่สามารถยืนยันข้อมูลทั้งหมดที่เรามีได้
อะไรคือสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้
อะไรคือสิ่งที่เรารู้ว่าเรายังไม่รู้ สิ่งที่เรามองเห็นคืออะไร
เราจับตาดูคนส่งสารขึ้นรถเอสยูวีสีขาวคันเล็กไป
ซึ่งในปากีสถานมีรถแบบนี้อยู่เกลื่อน
เจ้าหน้าที่ซีไอเอของเรา ตามรถคันนั้นจากเปศวาร์
ไปจนถึงเมืองที่ชื่ออับบอตตาบัด
(อับบอตตาบัด)
(อับบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน)
จนในที่สุดรถคันนั้นเลี้ยวเข้าไปในบ้านหลังใหญ่
หลายปัจจัยชี้ชัดว่าบ้านหลังนี้ไม่ชอบมาพากล
ที่นี่แตกต่างจากทุกที่ที่เราเคยเห็นมา
ที่เราเห็นคือกลุ่มอาคารที่ใหญ่มาก
เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นในพื้นที่นั้น
เราได้รู้ว่าคนส่งสารคนนั้นหรืออาบู อาเหม็ด
ซื้อบ้านหลังนี้ในปี 2005
ซึ่งมันตั้งอยู่ในย่านราคาแพงของอับบอตตาบัด ทั้งที่เขาไม่มีรายได้ที่ชัดเจน
กำแพงรอบบ้านสูงสามถึงห้าเมตร
มีลวดหนามรอบด้าน และมีระเบียง
ซึ่งมีกำแพงบังสายตา
อับบอตตาบัดเป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้ภูเขา
จะสร้างกำแพงสูงสองเมตรครึ่งไว้ที่ชั้นสามทำไม
การรักษาความปลอดภัยชั้นบนสุดมันแปลกมาก
พอเริ่มต่อจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน
ก็รู้เลยว่ามีใครสักคนที่ไม่อยากให้ใครเห็นตัวเลย
ทุกอย่างดูน่าสงสัยมาก
ทั้งทีมรู้สึกได้ถึงความไม่เป็นมิตร
ค่อนข้างชัดเจน
ว่าต้องมีบุคคลที่สำคัญมากซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
(11 มกราคม 2010)
(21 กันยายน 2010 เก้าปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)
ผมรีบไปพบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทันที
และรายงานสิ่งที่เราค้นพบให้เขาทราบ
คนที่เรารายงานก่อนใครคือ
ไมค์ วิคเกอร์ส เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม
และจอห์น เบรนแนน หัวหน้าทีมต่อต้านการก่อการร้ายของทำเนียบขาว
ไมเคิล มอเรลล์โทรหาผมก่อนวันนั้นหนึ่งวัน บอกว่าเรื่องนี้
เป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมาก และกำลังจะรายงานต่อประธานาธิบดีโอบามา
ในการประชุมครั้งแรกกับประธานาธิบดี
ลีออน พาเน็ตตาเข้ามาแล้วพูดว่า
"เราสามารถระบุตำแหน่ง ของคนส่งสารของบิน ลาเดนได้
จากนั้นก็สะกดรอยตามเขา และเราพบกลุ่มอาคารนี้"
ผมบอกว่า "ท่านประธานาธิบดี พวกเราสังหรณ์ใจมากว่า
บิน ลาเดนอาจกบดานอยู่ที่นั่น"
ประธานาธิบดี มองเรื่องนี้อย่างมีความหวังแต่ไม่มากเกินไป
เพราะนี่อาจเป็นเบาะแสที่แท้จริง ซึ่งเราไม่เคยมีมาก่อน
พอจบการบรรยายสรุป ท่านประธานาธิบดีก็ให้คำสั่งมาสองอย่าง
ซึ่งบารัค โอบามา ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบออกคำสั่ง
คำสั่งแรกคือ "ลีออน กับไมเคิล
หาคำตอบให้ได้ว่าในกลุ่มอาคารนั้นมีอะไร"
และคำสั่งที่สอง "ห้ามบอกใคร"
"คนที่เชื่อใจได้มีแค่เราที่อยู่ตรงนี้"
"ห้ามให้ใครในรัฐบาลรู้เรื่องนี้เด็ดขาด"
เราเริ่มสังเกตการณ์ต่อเนื่อง
จับตามองทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกลุ่มอาคารนั้น
ยากมากกว่าจะได้ข่าวกรอง
ไม่มีใครใช้มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต
โทรศัพท์มือถือเครื่องที่อาบู อาเหม็ดใช้
เขาจะถอดแบตเตอรี่ออก พอใส่อีกทีก็ออกจากอับบอตตาบัดไปไกลแล้ว
เขาระมัดระวัง เรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมาก
ผู้อำนวยการพาเน็ตตา พยายามคิดหาวิธีการรวบรวมข่าวกรอง
เช่น ติดกล้องไว้บนต้นไม้ตรงนั้นได้ไหม
คนอื่นก็เสนอความคิดว่า "ถ้าเราเอาขยะที่พวกมันทิ้งมาค้นหาเบาะแสล่ะ"
แต่พวกมันไม่เคยให้ใครเอาขยะออกมาทิ้ง
แต่ใช้วิธีเผาทำลาย
เราร่วมมือกับหมอคนนึง ไปที่กลุ่มอาคาร
เพื่อฉีดวัคซีนโปลิโอ
และเก็บตัวอย่างเลือด
หวังว่าจะใช้มันตรวจสอบได้ว่า เป็นครอบครัวของบิน ลาเดนจริงไหม
แต่คนส่งสารปฏิเสธไม่ให้พวกหมอเข้าไป
พอผ่านไป เราเริ่มเห็นเด็กและผู้หญิง
เดินเข้าออกกลุ่มอาคารนั้น
เราเลยเริ่มสะกดรอยและจับตาดูพวกเขา
และสิ่งที่เราพบคือมีครอบครัวสองครอบครัว
อาศัยอยู่ในกลุ่มอาคารนั้น ซึ่งก็คืออาบู อาเหม็ดกับน้องชายของเขา
แต่พอตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมอย่างละเอียด
เราพบว่ามีครอบครัวที่สามอยู่ในบ้านหลังนั้น
และพวกเขาไม่เคยออกมาเลย
เด็กๆ ในบ้านหลังนั้นไม่ได้ไปโรงเรียน
ต่างจากเด็กคนอื่น ในละแวกเดียวกันของปากีสถาน
เราระบุได้
โดยการสังเกตราวตากผ้า
เราระบุได้ว่า ครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นั่นมีสมาชิกกี่คน
เรานับจำนวนเด็กและผู้ใหญ่ แล้วก็พบว่ามีมากพอ
ที่ชวนให้สงสัยอย่างแรง ว่าครอบครัวที่สามที่อยู่ในนั้นเป็นใคร
พอถึงจุดหนึ่ง เราเห็นคนคนหนึ่งที่อายุมากกว่าคนอื่นหน่อย
ออกมาจากบ้าน
และเดินวนไปวนมา
เหมือนที่นักโทษเดินในสนามของเรือนจำ
เขาจะออกมาเดินในสวนทุกวัน
ไม่เคยขาด
เราเรียกเขาว่า "ชายที่เดินจงกลม"
เราใช้เทคนิคที่เรียกว่า "การวัด"
เราเห็นคนคนหนึ่ง แสงอาทิตย์สาดมาทางนี้
ทำให้เกิดเงา
เราวัดขนาดของเงา
จากนั้นก็คำนวณหาความสูงที่แท้จริง ของเจ้าของเงานั้น
และความสูงที่คำนวณได้ มันเท่ากับส่วนสูงของโอซามา บิน ลาเดน
ขนท้ายทอยผมลุกซู่
"พระเจ้าช่วย เราอาจเจอตัวเขาแล้วก็ได้"
ฉันเคยเห็นเบาะแสบิน ลาเดนมาเยอะมาก
แต่ไม่มีครั้งไหนเทียบได้กับครั้งนี้
จำได้ว่าผมพูดออกไปว่า "คุณพระคุณเจ้า นี่อาจเป็นบิน ลาเดนก็ได้"
"ทำยังไงก็ได้ เอารูปหน้าเขามาให้ผมดู"
และทีมตอบกลับมาว่า "ยากมากครับ ผอ."
"ฝั่งหนึ่งเป็นกำแพงสูงห้าเมตร อีกฝั่งสูงสามเมตร"
"ไม่มีมุมให้ถ่ายภาพได้เลย"
ผมจำได้ว่าพูดกับพวกผมว่า
"ผมเคยเห็นในหนัง ซีไอเอทำอะไรแบบนี้ได้"
แล้วเราก็หัวเราะ ทุกคนหัวเราะ
แต่พวกเขาก็ถ่ายภาพชัดๆ มาไม่ได้
ผู้กำกับพาเน็ตตากดดัน ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายอย่างหนัก
ให้หาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้
(21 กันยายน 2010)
วันหนึ่ง ผมถูกเรียกตัวไป ที่หน่วยบิน ลาเดนที่ซีไอเอ
ให้ไปบรรยาย เกี่ยวกับการสัมภาษณ์โอซามา บิน ลาเดน
ตอนนั้นผมคิดว่า "เรื่องนี้เก่ามากแล้วนะ แต่ก็เอาเถอะ"
ผมสัมภาษณ์บิน ลาเดนในปี 1998
เป็นการสัมภาษณ์เดียวในชีวิต
ที่ยิ่งนานไปยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ผมมานั่งอยู่กับทีมซีไอเอ กำลังเปิดดูฟุตเทจ
ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะสนใจ เรื่องการรักษาความปลอดภัยรอบตัวบิน ลาเดน
เขาเดินทางเข้าออกยังไง
ใช้วิทยุสื่อสารแบบไหน
ผมก็เลยอธิบายไปอย่างละเอียดยิบ และพวกเขาถามว่า
"มีฟุตเทจนอกจากนี้ ที่เห็นเขาเดินไปไหนมาไหนไหม"
ผมก็สงสัยว่า ทำไมพวกเขาถึงอยากได้ภาพตอนเดินอีก
ตอนนั้นผมไม่รู้เลย
แต่สุดท้ายถึงได้เข้าใจว่าซีไอเออยากเอาไปดูว่า จังหวะการก้าวเดิน การเดินกะเผลกเล็กน้อย
และท่าทางของชายที่เดินจงกลม
ตรงกับวิธีเดินของบิน ลาเดนไหม
โดยดูจากฟุตเทจที่มีภาพตอนที่เขาเดินเยอะที่สุด เท่าที่จะมีคนถ่ายไว้
ซึ่งก็คือฟุตเทจ ตอนที่เขาเดินมาเจอกับผมในปี 1998
แล้วก็เทียบกัน
ตอนนั้นผมไม่รู้เลย
แม้ว่าวิดีโอของมิลเลอร์จะแสดงให้เห็นว่า มีความคล้ายคลึงกัน
แต่ก็ยังไม่ใช่หลักฐานที่ชัดเจนพอจะยืนยันว่า บิน ลาเดนอยู่ที่นั่น
แน่นอนว่าผมคิดว่านั่นอาจเป็นบิน ลาเดน
ใครๆ ก็คิด
แต่สิ่งสำคัญคือการพิสูจน์ให้ได้มากพอ
ให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจรู้สึกมั่นใจพอที่จะสั่งการ
ทุกสัปดาห์ ทีมจะเข้ามารายงานให้ผมฟัง
บางครั้งพวกเขาก็เข้ามาบอกว่า "ยังไม่มีข้อมูลใหม่"
และผมพูดกลับไปว่า
"ยังไม่ดีพอ ยังไม่ดีพอ"
ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่เราเจอในงานมากระทบเรา
เราก็ต้องไม่เก็บมันมาเป็นอารมณ์
ซึ่งยากมากในหลายๆ แง่มุม
ตอนนั้นฉันทยอยถ่ายหนัง บันทึกความทรงจำของลูกชาย
เพราะเขากำลังจะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว
เป็นหนังที่ถ่ายเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเขาไว้
แต่ฉันจำไม่ได้เลย
ฉันจำเหตุการณ์พวกนี้ในชีวิตลูกชายฉันไม่ได้
และ…
ฉันจำได้ว่าคืนนั้นฉันไปทำงานด้วยความโกรธ
ฉันต้องต่อสู้กับความรู้สึกว่า
ฉันเป็นคนเลือกที่จะทำงานนี้ต่อเอง
เรารู้สึกอยู่ตลอดว่า "เรายังทำได้ไม่ดีพอ"
เราทำงานช่วงสุดสัปดาห์
ไม่ได้อยู่กับครอบครัว
แล้วแม่ฉันก็จากไปกลางคัน
ในระหว่างที่เราตามล่าบิน ลาเดนอยู่ และ…
ก่อนแม่ตาย ฉันบอกแม่ว่า
"หนูกำลังทำงานที่สำคัญมาก หวังว่าสักวัน…
แม่จะได้เห็นผลลัพธ์ของมัน"
ตอนที่แม่จากไปเพราะโรคมะเร็ง สิ่งเดียวที่ช่วยให้ฉันก้าวผ่านความเศร้าไปได้
ก็คือภาระหน้าที่ที่ใหญ่หลวง ฉันรู้ว่าเรากำลังก้าวหน้าไปทีละขั้น
แต่ฉันหมกมุ่นอยู่กับการหาข้อมูลให้รัดกุมที่สุด
ว่าบิน ลาเดนอยู่ในกลุ่มอาคารนั้นจริงๆ
ณ จุดนั้น การหาหลักฐาน ที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาอยู่ที่นั่น
มีความเป็นไปได้ริบหรี่มาก
แล้วเราก็กลัวว่าบิน ลาเดนอาจรู้ตัวว่า เรารู้ที่อยู่เขาแล้ว
บิน ลาเดนอาจย้ายออกจากกลุ่มอาคารนั้น เมื่อไหร่ก็ได้
เพราะฉะนั้นการรวบรวมข้อมูลต่อไปมันเสี่ยงเกิน
(12 กุมภาพันธ์ 2011)
(14 มีนาคม 2011 เก้าปี หกเดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)
เราใกล้จะถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่า
จะปฏิบัติการที่กลุ่มอาคารนั้นไหม
ประธานาธิบดีเลยอยากรู้ว่าเรายังมีโอกาส
ที่จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมรึเปล่า
เราจะสามารถยืนยันได้ไหมว่าบิน ลาเดนอยู่ที่นั่น
เราไม่มีหลักฐานร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าบินลาเดนอยู่ที่นั่นจริงๆ
หลักฐานทั้งหมดเป็นเพียงการสันนิษฐานทางอ้อม
ไม่มีชิ้นไหนที่สามารถยืนยันได้โดยตรงว่า บิน ลาเดนอยู่ที่นั่น
ผมบอกกับประธานาธิบดีว่า "ท่านต้องทราบไว้ว่า
หลักฐานที่บอกว่า
ซัดดัมมีอาวุธทำลายล้างสูง
(ไม่มีอาวุธทำลายล้างสูง)
(ความล้มเหลวด้านข่าวกรอง)
ยังแข็งแรงกว่าหลักฐานที่บอกว่า บิน ลาเดนอยูที่อับบอตตาบัด"
ทั้งห้องเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มตก
นี่เป็นการตัดสินใจด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่สำคัญมาก
ที่ปรึกษาทางการเมืองของเขาบอกว่า หากปฏิบัติการล้มเหลว
ภาพลักษณ์ของเขาจะเสียหายอย่างหนัก
ผมว่าความเสี่ยงทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดก็คือ
ปฏิบัติการที่อาจทำให้ ทหารอเมริกันจำนวนมากเสียชีวิต
ซ้ำรอยคาร์เตอร์
ตอนที่เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน สถานทูตถูกบุกยึด
มีการจับตัวประกันจำนวนมาก
ประธานาธิบดีคาร์เตอร์ สั่งให้เฮลิคอปเตอร์เข้าไปในอิหร่าน
เพื่อช่วยเหลือตัวประกัน แต่ฮ.ดันตกกลางทะเลทราย
และมีหลายคนเสียชีวิต
นั่นทำให้คาร์เตอร์ดูอ่อนแอ และทำให้สหรัฐฯ เสียหน้า
การเปรียบเทียบกับคาร์เตอร์หมายถึง นี่อาจกลายเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวโดยสมบูรณ์ได้
และตอนนั้นคือปีก่อนการเลือกตั้ง ปีต่อมาคาร์เตอร์ไม่ชนะเลือกตั้ง
ผมได้ยินประธานาธิบดีโอบามาพูดว่า "ผมไม่สนเรื่องการเมือง"
"บิน ลาเดน
หนีรอดจากกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ มานานเกินไปแล้ว"
ท่านประธานาธิบดีสั่งว่า
"ผมอยากให้คุณเตรียมแผนปฏิบัติการ บุกกลุ่มอาคารนั้น"
เขาพูดว่า "ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเดินหน้านะ
แต่ถ้าจะลงมือ เราจะลงมือให้เร็วที่สุด"
"เตรียมแผนให้พร้อม"
โทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายคือรองประธานคณะเสนาธิการร่วม
เขาบอกว่า "ซีไอเอคิดว่า พวกเขามีเบาะแสโอซามา บิน ลาเดนแล้ว"
ดวงตาของเขาเป็นประกาย สมกับเป็นหน่วยซีล
คงเหมือนฝันที่เป็นจริง
งานปกติของผมคือ การช่วยตัวประกันและบุกโจมตีกลุ่มก่อการร้าย
แต่ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ใหญ่ที่สุด ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว
หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง
แต่มันยังไม่ลุกลามถึงขั้นที่
กระทบต่อความสามารถในการบัญชาการ
แม้ว่าจะเป็นเรื่องโชคร้าย แต่นั่นก็เป็นข้ออ้างที่ดี
เพราะทีนี้ผมก็มีเหตุผลที่ไม่น่าสงสัย ในการเดินทางกลับสหรัฐฯ
ผมบินกลับไปวอชิงตัน ดี.ซี. และเข้าพบผู้อำนวยการซีไอเอ
ลีออน พาเน็ตตา
แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังเรื่องกลุ่มอาคารนั้น
ผมบอกว่า "ผมอยากให้คุณวางแผน
เพื่อบุกกลุ่มอาคารนี้"
(14 มีนาคม 2011)
(10 เมษายน 2011 สามสัปดาห์ก่อนปฏิบัติการบุก)
(ศูนย์ฝึก สถานที่ไม่เปิดเผย)
เราจะคัดเลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับภารกิจนี้
เพื่อสหรัฐอเมริกา
และเราจะใช้หน่วยซีลในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้
หน่วยซีลทีมหกคือหน่วยระดับหนึ่งในกองทัพเรือ
ตอนแรกเรามีหน่วยซีลทีมหนึ่ง หน่วยซีลทีมสอง จากนั้นประมาณปี 1980
ผู้บัญชาการริชาร์ด มาร์ซิงโกได้ก่อตั้งทีมหกขึ้นมา
และเหตุผลที่เขาตั้งชื่อว่าทีมหก ก็เพราะเขารู้ว่าพวกรัสเซียจะคิดว่า
"มีหน่วยซีลทีมหนึ่ง สอง แล้วก็หก"
"แล้วทีมสาม สี่ กับห้าอยู่ไหนล่ะ" เป็นกลยุทธ์ทางราชการลับที่ฉลาดมาก
ผมชอบพูดว่า เราไม่ได้มีหัวไว้ใส่หมวกนะ เราคิดเป็น
(ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า)
ตอนนั้นเราเพิ่งกลับมาจากอัฟกานิสถาน
เราพากันไปไมอามี่ รัฐฟลอริด้า ใช้เวลาดำน้ำ พักผ่อนจากหน้าที่
จะได้ชิลกับพวกพ้องที่ชายหาด
คืนนั้นเรานั่งกันอยู่ที่ระเบียงแล้วก็มีคนโทรเข้ามา
เราถูกเรียกตัวกลับไปที่เวอร์จิเนียบีช แต่เราไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
ผมผิดหวังเพราะ การเรียกตัวแบบนี้มักจะไม่มีอะไรในกอไผ่
มีแต่บรรยายสรุปไร้สาระบ้าบอ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกผมเลย
โคตรน่าเบื่อ
เราอุตส่าห์รอวันที่จะได้ไปไมอามี่ ตั้งแต่ที่ยังประจำอยู่ที่จาลาลาบัด
ตอนที่ผมเรียกพวกเขากลับมา นั่นคือเรียกมาจากช่วงลาพัก
และผมดูสีหน้าท่าทางออกเลยว่า พวกเขาไม่พอใจกันเต็มที่
พวกเขาคิดว่าถูกเรียกตัวมาฝึกซ้อม
เรานั่งรถไปสถานที่หนึ่งที่ดูธรรมดามาก
เหมือนโรงเรียนเล็กๆ เป็นอาคารชั้นเดียว
มีทหารถืออาวุธเฝ้าด้านหน้า เราเข้าไปนั่ง
ห้องถูกจัดไว้เหมือนห้องเรียน มีไวท์บอร์ดตั้งอยู่
เราพาพวกเขาเข้าห้องบรรยาย จากนั้นผู้บรรยายสรุปของซีไอเอก็มา
อธิบายว่าพวกเขาจะต้องเซ็นสัญญารักษาความลับ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเวลาฝึกภารกิจลับ พวกเขาก็ต้องเซ็น
ตอนที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอคนนั้นยืนขึ้น
แล้วเอ่ยคำว่า "อับบอตตาบัด" ผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองชื่อนี้มาก่อน
ตอนนี้คิดแล้วก็ยังขนลุก
นี่คือเมืองในอีกประเทศ เมืองที่เราไม่รู้จักมาก่อน
ผู้บังคับบัญชาของหน่วยซีลทีมหกก็เดินไปหน้าห้อง
ท่าทางนิ่งเฉยตามปกติ แล้วก็พูดว่า
"สุภาพบุรุษ เราจะล่าโอซามา บิน ลาเดน"
เป้าหมายคือโอซามา บิน ลาเดน
ผู้ก่อการร้ายที่เป็นที่ต้องการตัวที่สุดในโลก
ผมคิดว่า "นี่คือภารกิจที่สำคัญที่สุด ในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่"
"เป็นเกียรติมากที่ได้อยู่ในทีมที่สุดยอดแบบนี้"
แต่สิ่งที่พวกเขาย้ำกับเราก็คือ เรามีกรอบเวลาชัดเจน
อีกสองสามสัปดาห์จะมีช่วงคืนเดือนดับที่มืดสนิท
ตามรอบจันทรคติ
เราจะปฏิบัติการในช่วงสองวันนั้น
ทุกท่าน นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อม
เรามีงานต้องทำ ไปเตรียมตัวกันได้
หน้าที่ของเราคือ เตรียมพวกเขาให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเผชิญ
จัดหาเครื่องมือทุกอย่างที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้
ครั้งนี้เราทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิมนิดหน่อย
เราจำลองกลุ่มอาคารขึ้นมา ให้เหมือนของจริงที่สุด
เพื่อให้พวกเขาใช้ฝึกซ้อม
ซีไอเอสร้างแบบจำลองให้เรา
ภายนอกดูเหมือนกลุ่มอาคารที่มั่น ของโอซามา บิน ลาเดนทุกอย่าง
เพื่อให้หน่วยซีลสามารถฝึกซ้อม
การเคลื่อนที่ทางยุทธวิธีในพื้นที่เป้าหมายได้
นักบินเฮลิคอปเตอร์ ฝึกซ้อมตามรูปแบบการบินที่กำหนดไว้
หน่วยซีลฝึกโรยตัวลงจากฮ. ไปที่ดาดฟ้าอาคารสูงสามชั้น
แล้วลงสู่ลานด้านล่าง
พวกเราฝึกกันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนข้อมือเริ่มเจ็บ
จนเส้นเอ็นอักเสบ
จนถึงจุดที่เราแน่ใจแล้วว่าเราโรยตัวได้
ไม่ต้องทำอีกก็ได้
เรารู้โครงสร้างภายนอก เรารู้ตำแหน่งของตัวอาคาร
แต่สิ่งที่เราไม่รู้คือข้างในหน้าตาเป็นยังไง
เป็นพื้นที่โล่งหรือว่ามีทางเดินตรงกลาง
มีห้องทางซ้ายไหม มีห้องอยู่ทางขวาไหม
แบบจำลองที่เราสร้างขึ้นจึงเป็นแบบแยกส่วนได้
- เข้ามาแล้ว - ในห้องเคลียร์
ทุกครั้งที่ฝึก มันก็จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ทางนี้
พวกเขาทำได้ดีมากด้วย ถึงขนาดที่ว่าสามารถรื้อออกได้ทุกคืน
เผื่อมีดาวเทียมของศัตรู
มาสอดส่องอยู่เหนือหัว
(10 เมษายน 2011)
(17 เมษายน 2011 สองสัปดาห์ก่อนปฏิบัติการบุก)
จำนวนครั้งที่พวกเขาฝึกซ้อม
รวมแล้วเกินร้อยครั้ง
คุณต้องวางแผน วางแผน แล้วก็วางแผน ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม
แล้วก็ฝึกซ้อม และต้องพิจารณาทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เช่น เราจะนั่งตรงไหนในเฮลิคอปเตอร์
จะนั่งบนอะไร จะใช้เก้าอี้แบบนี้ไหม
หมาจะอยู่ตรงไหน สมมติมีรถขับออกมาจะทำไง
สมมติโรยตัวไม่ได้จะทำไง
ถ้าคนนี้ถูกยิงจะทำไง ถ้าห้องนี้เกิดระเบิดขึ้นมาจะทำไง
ถ้าทีมเราจากที่มี 24 คน ตอนนี้เหลือแค่ 12 คนจะทำไง
พวกเขาซ้อมจนข้าวของพัง ต้องซ่อมกันหลายอย่าง
ถอยไป
แล้วเราก็ต้องเข้าไปสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม
อะไรที่เราทำได้ดี อะไรที่เราทำผิดพลาด
ฝึกซ้อมและวางแผนกันวันละ 12 ชม. บางวันก็นานกว่านั้น
หลังจากนั้นพวกเราก็กลับค่ายที่พัก
แล้วมายืนล้อมแบบจำลอง พูดคุยกัน
มีโอกาสไหมที่มันจะมีอะไรแปลกๆ
อย่างเช่น สไลเดอร์จากชั้นบนสุดลงไปที่ตรอก
หรืออาจมีใครออกมาทางท่อระบายน้ำไหม
แล้วคืนนั้น หัวหน้าคนหนึ่งก็ถามขึ้นว่า
"สถานการณ์เลวร้ายที่สุดคืออะไร"
แล้วน้องเล็กของทีมก็ตอบว่า
"ฮ.อาจตกตรงสนามหน้าบ้านก็ได้"
และเรามองหน้าเขาแบบ "จะพูดให้เป็นลางไม่ดีทำไมวะ"
(17 เมษายน 2011)
(24 เมษายน 2011 หนึ่งสัปดาห์ก่อนปฏิบัติการบุก)
ฐานปฏิบัติการหลักของภารกิจนี้
ตั้งอยู่ที่จาลาลาบัด ฝั่งอัฟกานิสถาน บริเวณพรมแดน
ในระยะ 350 กิโลเมตรถึงเป้าหมายนั้น อาจเกิดปัญหาได้ทุกรูปแบบ
ความเสี่ยงสูงมาก เพราะเราต้องบินเข้าไปในน่านฟ้าปากีสถาน
กลุ่มอาคารนั้นตั้งอยู่ใกล้กับ โรงเรียนเตรียมทหารของปากีสถาน
เวสต์พอยต์ของพวกเขา
และยังอยู่ใกล้ฐานทัพสำคัญอีกหลายแห่ง
หมายความว่าที่อับบอตตาบัดมีการฝึกนายทหาร
เราต้องระมัดระวังให้ถึงที่สุด เพราะถ้าถูกตรวจพบ
ไม่มีใครรู้ว่าปากีสถานจะทำอะไร
ประธานาธิบดีโอบามายืนยันชัดเจนว่า
เราจะไม่แจ้งให้ทางปากีสถานรู้ล่วงหน้า
เพราะหน่วยข่าวกรองของปากีสถาน เล่นเกมสองหน้ามานานหลายปีแล้ว
พวกเขามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธ
และกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ รวมถึงอัลกออิดะห์ด้วย
ซึ่งนั่นหมายความว่า เราอาจต้องทำสงครามกับปากีสถาน
ประเทศที่มีทั้งกองกำลังพิเศษ หน่วยข่าวกรอง กองทัพอากาศ
กองยานเกราะ และอาวุธนิวเคลียร์
เราจะเดินทางเข้าไป 260 กม. โดยไม่ถูกตรวจพบได้ไหม
เราต้องตรวจสอบ ตำแหน่งเรดาร์ปากีสถานทั้งหมด
วิเคราะห์แนวครอบคลุมของเรดาร์ แล้วหาทางหลบหลีกให้ได้
การบินเข้าไปในปากีสถานมีตัวแปรมากมาย
ตั้งแต่ถูกสอยร่วงระหว่างทางขาไป ไม่ก็ร่วงตอนขากลับ
ขนาดตอนพูดเล่นกัน ผมจำได้ว่าผมหันไปพูดกับทีมว่า
"เราต้องจริงจังหน่อยนะ เพราะงานนี้ตีตั๋วเที่ยวเดียว"
"ไปไม่กลับ นี่คือภารกิจสุดท้ายของเรา"
แล้วเราก็เดินเลี้ยวเข้าไปในโรงเก็บเครื่องบิน และเห็นเฮลิคอปเตอร์ที่จะใช้
เรามีเฮลิคอปเตอร์ลับสองรุ่น ที่เรดาร์จะตรวจจับได้ยากกว่า
พวกเราขำออกมานิดๆ รู้สึกตอนนั้นจะคุยกันว่า
"โอกาสรอดเพิ่มขึ้นมาอีกนิดแล้ว
ไม่ยักรู้ว่า จะได้ไปรบด้วยหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส"
ฮ.รุ่นใหม่พวกนี้จะได้ออกโรงครั้งแรกในภารกิจนี้
ผมไม่แน่ใจว่ามีการทดสอบไปแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเทคโนโลยีโคตรโหด
ปฏิบัติการแบบนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เราถึงต้องพกปืนกลไปด้วย
เพราะมันเสี่ยงมากและอันตรายสุดๆ
และมันต้องสำเร็จ
(24 เมษายน 2011)
(26 เมษายน 2011 ห้าวันก่อนการปฏิบัติการบุก)
พลเรือเอกแมคคราเวนออกไอเดียว่า
เราจะส่งพวกคุณไปที่จาลาลาบัดที่อัฟกานิสถาน
เผื่อข้างบนไฟเขียวมา
พวกคุณจะได้พร้อมลุยทันที
ทุกครั้งที่ต้องบอกลาลูก ผมทำใจลำบาก
และนั่นเป็นเรื่องโชคร้ายของหน่วยซีลทีมหก เราต้องทำใจให้ชินกับมัน
ผมเองก็ฝึกลูกให้ชิน
ตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก จนกระทั่งผมออกจากกองทัพเรือ
เราต้องบอกลากัน ต้องแข็งใจเดินจากไป
และมีจุดหนึ่งที่ต้องหอมแก้มลูกเป็นครั้งสุดท้าย
หันหลัง แล้วหน้าเดิน
ลูกๆ รู้ไหมว่าคุณบอกลาและอาจไม่ได้กลับไป
รู้ พวกแกฉลาดพอที่จะรู้
พวกแกมีเพื่อนหลายคนที่พ่อไปแล้วไม่กลับมา ดังนั้นพวกแกรู้ดี
(26 เมษายน 2011)
(28 เมษายน 2011 สามวันก่อนปฏิบัติการบุก)
ถึงเวลาที่จะต้องรายงานสถานการณ์ ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติทราบ
ผมรู้จักโอบามาดี
หน้าที่ผมอย่างหนึ่งคือต้องรู้ใจโอบามา
ผมสัมผัสได้จากภาษากายของเขา
เหมือนปฏิบัติการนี้คือการเสี่ยงเดิมพัน
สมาธิเขาแน่วแน่ตั้งแต่ต้นจนจบ
ประธานาธิบดีถามความคิดเห็นจากทุกคนในทีมว่า
พวกเขาคิดว่าเราควรเดินหน้าปฏิบัติการนี้ไหม
ต่างคนต่างมุมมอง
หลายคนตั้งคำถาม
รัฐมนตรีต่างประเทศฮิลลารี คลินตันสนับสนุน
จิม แคลปเปอร์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ
และตัวผมเองก็สนับสนุนเต็มที่
พอมาถึงผม ผมพูดแค่ว่า "ครับ ท่านพูดอยู่ตลอดว่าอยากทำสิ่งนี้"
แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งมากมาย
รองประธานาธิบดีโหวตไม่เห็นด้วย
เขาคิดว่าข่าวกรองยังไม่เพียงพอ
และเขากังวลเกี่ยวกับผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับปากีสถาน
รัฐมนตรีกลาโหมบ็อบ เกตส์
ก็เป็นห่วงความปลอดภัยของกองกำลัง
บ็อบ เกตส์เคยอยู่ในรัฐบาลสหรัฐฯ ตอนที่เราทำภารกิจ "เดสเซิร์ทวัน"
ที่เขาคัดค้านการบุกครั้งนี้เพราะกลัวว่า จะเกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์แบบเดสเซิร์ทวันอีก
เกตส์พูดแบบนั้นออกมา แล้วผมก็คิดในใจว่า "พับผ่าสิ เก็บไว้ในใจไม่ได้เรอะ"
"ถ้ามันเกิดขึ้นจริง แล้วเรื่องที่เราประชุมกันวันนี้หลุดออกไปล่ะ"
ตอนนี้ผมบอกพวกคุณได้
แต่ถ้าตอนนั้นมีข่าวหลุดออกไปว่า มีคนยกเรื่องนี้ขึ้นมาและ…
"พระเจ้าช่วย" แต่โอบามาก็เฉยเสีย
ท่านประธานาธิบดีฟังทุกความเห็น
แต่บอกว่า "ขอผมเก็บไปพิจารณาก่อน"
ประธานาธิบดีโอบามาบอกว่า เขาจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย
และขอเวลาคิดทบทวนสักคืน
(28 เมษายน 2011)
(29 เมษายน 2011 สองวันก่อนปฏิบัติการบุก)
เช้าวันต่อมา ผมจำได้แม่นมาก
ผมอยู่ที่สำนักงานใหญ่
และทอม โดนิลอนที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ
โทรหาผมว่า
"ประธานาธิบดีตัดสินใจเดินหน้าภารกิจนี้"
นี่คือการเสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่
เราเสี่ยงเดิมพันว่าบิน ลาเดนจะอยู่ที่นั่น
เราเสี่ยงเดิมพันว่าเราจะทำสำเร็จ
แต่นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ที่เราจะได้ตัวบิน ลาเดน
ได้ ลุยกันเลย
(29 เมษายน 2011)
(30 เมษายน 2011 หนึ่งวันก่อนปฏิบัติการบุก)
ยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนปฏิบัติการบุก
มีเหตุการณ์สำคัญในวอชิงตัน
นั่นคืองานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบขาว
พวกเราตัดสินใจว่าจะต้องไปงานนี้
เพราะถ้าไม่ไปก็อาจมีคนตั้งคำถาม
การไปงานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบขาวคืนนั้น
เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่แปลกที่สุดในชีวิตผม
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครับ
ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ตำแหน่งประธานาธิบดีไล่ลงมา
เข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บความลับ
งานเลี้ยงคืนนั้นเลยกลายเป็นข้ออ้างที่ดี
เพราะมันทำให้ทุกอย่างดูไม่มีอะไรผิดปกติ
ดีใจมากครับที่ได้อยู่ที่นี่ ที่งานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบขาวคืนนี้
สัปดาห์นี้วุ่นจริงๆ
ไม่ง่ายนะ
ผมนับถือเขามากที่สามารถเล่นตามบทบาท
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อย่างลื่นไหล
ดีใจที่ได้กลับมาพบกับแขกผู้ทรงเกียรติหลายท่าน
ข้าราชการคนสำคัญ
และข้าราชการที่ไม่สำคัญนัก น่าจะรู้ตัวกันดี
แล้วหลังจากนั้นศิลปินตลกก็ขึ้นเวที และปล่อยมุกเกี่ยวกับบิน ลาเดน
ทุกคนคิดว่า บิน ลาเดนกบดานอยู่บนเทือกเขาฮินดูกูช
แต่รู้ไหมว่าทุกวันตั้งแต่สี่ถึงห้าโมงเย็น
เขาจัดรายการที่ช่องซี-สแปน
ทุกคนหัวเราะ
แต่ลึกๆ ในใจพวกเราแอบคิดว่า
"ถ้าพวกคุณรู้
ในสิ่งที่ผมรู้ล่ะก็…"
ถ้าพวกคุณรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
ปฏิบัติการลับที่สุด
ในรอบ 20 ปี
ขอบคุณและราตรีสวัสดิ์ครับ
(30 เมษายน 2011)
(1 พฤษภาคม 2011 วันปฏิบัติการบุก)
เช้าวันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ ผมไปมิสซา
และใช้โอกาสนั้นตั้งอกตั้งใจสวดภาวนา
ขอให้ภารกิจที่เราจะทำวันนั้นลุล่วงไปด้วยดี
ขอให้เราประสบความสำเร็จ
ผมออกจากโบสถ์แล้วตรงไปที่ซีไอเอ
(สำนักงานใหญ่ซีไอเอ แลงลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย)
วันปฏิบัติการมาถึงแล้ว ถึงเวลาแล้ว
การเตรียมความพร้อม ที่ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายในสหรัฐฯ
ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเงียบๆ
ทุกคนตึงเครียด
หน้าที่ของผมคือเป็นศูนย์กลางการสื่อสาร
ทีน่านั่งประจำคอกข้างๆ ผม
คืนก่อนหน้าวันนั้นฉันไม่ได้นอนเลย
ความกดดันมหาศาล
เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกหวั่นใจ
หลังจากตามเบาะแสมานาน
ตอนนี้เรากำลังจะส่งทหารเข้าไปหาอันตราย
เราทุกคนรู้สึกว่านี่คือความรับผิดชอบของเรา
ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาทันที
เราจะได้ฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่
หรือไม่ก็เผชิญหายนะสุดเลวร้าย
หน่วยซีลทุกคนมีครอบครัว
หน้าที่ของผมคือดูแล ให้พวกเขามีโอกาสทำภารกิจสำเร็จ
และนั่นคือสิ่งเดียวที่ผมกังวล
พวกเราจัดการเรื่องพินัยกรรม และมอบอำนาจไว้แล้ว
เผื่อเราไม่รอด ครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก
แต่ภารกิจนี้ เรารู้ดีว่าโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์
ผมเลยต้องเขียนจดหมายถึงทุกคน
ผมจำได้ว่าตอนเขียนถึงลูกๆ ผมเขียนประมาณว่า
"ขอโทษที่พ่อไม่ได้อยู่ด้วย" แล้วน้ำตาก็หยดเลอะกระดาษ
ผมไปถึงทำเนียบขาวแต่เช้า
ปกติวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีคนเข้ามาเยี่ยมชม
แต่เรายกเลิกไปหมด เพราะมันอาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้
ถ้ามีคนเดินผ่าน
แล้วเห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตบเท้าเข้าออกกันเป็นว่าเล่นในวันอาทิตย์
พวกเราหลายคนรวมตัวกัน ที่ห้องสถานการณ์ของทำเนียบขาวตั้งแต่เช้า
ทุกคนทั้งตื่นเต้น กังวล ประหม่า
บรรยากาศตอนนั้นนึกว่าอยู่ศูนย์บัญชาการรบ
โอบามานั่งหัวโต๊ะ
ล้อมรอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีระดับสูง
ทั้งบ็อบ เกตส์, ฮิลลารี คลินตัน
ที่หน้าจออีกฝั่งคือลีออน พาเน็ตตา
เขาอยู่ที่ซีไอเอ ในห้องสถานการณ์ของพวกเขาเอง
กับคนอีกคณะหนึ่ง
ส่วนที่จออีกฝั่งคือพลเรือเอกแมคเรเวน ซึ่งอยู่ในจาลาลาบัด
ทุกคนในห้องใจจดใจจ่อจนไม่เป็นอันทำอะไร
ผู้บัญชาการสูงสุดเป็นคนสั่งการเอง
และเขาคือคนที่เสี่ยงเดิมพันที่สุดกับภารกิจนี้
สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
แต่ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเขากังวลด้วยนิดๆ
เรามีช่องทางติดต่อ กับพลเรือเอกแมคเรเวนที่จาลาลาบัด
นั่นคือตำแหน่งที่เขาอยู่
(22:29 น.)
(22:30 น.)
คืนก่อนปฏิบัติการ ผมนอนไม่ค่อยหลับ
นี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ก็ได้
ผมไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด
ผมบอกลูกทีมว่า "โอเค เรามีงานต้องทำ ไปทำให้สำเร็จกัน"
โค้ดเนมของบิน ลาเดนคือเจโรนิโม ซึ่งเราตกลงกันไว้ล่วงหน้า
ทุกคนเครียดมากว่าอาจมีอะไรผิดพลาด
ถ้าบิน ลาเดนไม่ได้อยู่ที่นั่นล่ะ
ผมจำได้ว่าได้ยินวิทยุบอกว่า เฮลิคอปเตอร์ออกไปแล้ว และผมคิดว่า
"ถอยไม่ได้แล้ว"
(22:50 น.)
(22:51 น.)
ไม่มีใครเคยบินไปทำภารกิจแบบนี้มาก่อน ผมต้องทำยังไงดีไม่ให้ตัวเองคิดมาก
คิดเรื่องง่ายๆ ก็แล้วกัน ผมนับเลขเป็น งั้นก็นับเลข
หนึ่ง สอง สาม สี่
ผมนับเลขไปเรื่อย
พอนับไปถึงสัก 557 ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า "เช้านี้อิสรภาพถูกโจมตี
โดยศัตรูขี้ขลาดที่หดหัวอยู่ และอิสรภาพจะได้รับการปกป้อง"
ประธานาธิบดีบุชพูดไว้ในเหตุการณ์ 11 ก.ย. ไม่รู้ทำไมนึกถึงคำพูดนั้น
ผมแบบ "เลิกนับดีกว่า ขอทวนคำพูดอีกรอบ"
เช้านี้อิสรภาพถูกโจมตีโดยศัตรูขี้ขลาดที่หดหัวอยู่
อิสรภาพจะได้รับการปกป้อง
แล้วในตอนนั้นผมก็ "โอเค นี่คือภารกิจของเรา"
"นี่คือทีมของเรา และเราจะเด็ดหัวมัน"
พวกเขาออกจากจาลาลาบัด
และมีช่วงหนึ่งที่บินอยู่ในน่านฟ้าของอัฟกานิสถาน
ช่วงนั้นยังพอหายใจหายคอได้
(อัฟกานิสถาน)
แล้วก็มาถึงช่วงที่ ต้องบินข้ามพรมแดนเข้าสู่ปากีสถาน
ระดับความกังวลพุ่งขึ้นทันที
กองทัพปากีสถานจะตรวจเจอพวกเขาเมื่อไหร่
กองทัพปากีสถานเคยยิงใส่เราอยู่หลายครั้ง
ผมไม่สงสัยเลยว่า ถ้าพวกเขาตรวจพบเฮลิคอปเตอร์
และคิดว่าเป็นกองกำลังสหรัฐฯ บุกเข้ามา พวกเขาเปิดฉากยิงแน่
บรรยากาศตึงเครียด
พวกเราตั้งใจฟังทุกสัญญาณเพื่อดูว่า
พวกเขาถูกตรวจพบรึยัง
แล้วนี่คือจุดที่เราจะได้รู้กันว่า
เทคโนโลยีมันใช้ได้จริงไหม
ที่ทีมปฏิบัติการบินอยู่เหนือน่านฟ้าปากีสถาน
นานเกินชั่วโมง
คนที่วอชิงตันก็ตกอยู่ในห้วงสุญญากาศ
สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอ
โอบามาเลยตัดสินใจพัก เขาบอกว่า "ผมจะขึ้นไปข้างบน"
"ถ้ามีอะไรช่วยไปตามด้วย" ประมาณนั้น
เขาขึ้นไปเล่นไพ่ข้างบน
เขาติดนิสัยต้องเล่นไพ่สเปดส์เวลาที่กังวล
หรือต้องหาอะไรเบี่ยงเบนความสนใจ
พวกเรานั่งกันเฉยๆ แล้วก็เริ่มคุยกันเรื่อง 11 ก.ย.
บางคนลุกขึ้นยืน ดื่มกาแฟ คุยกัน "ตอนนั้นผมทำนี่อยู่ แล้วก็…"
เหมือนทุกคนย้อนกลับไปที่วันนั้น
แล้วเราก็ตระหนักว่าที่เราทุกคนมาอยู่ตรงนี้
ก็เพราะบิน ลาเดน
แล้วโอบามาก็กลับมา
แล้วที่อีกฝั่งของทางเดิน
มีห้องประชุมเล็กๆ ที่มีนายพลกำลังเฝ้าติดตามภารกิจนี้อยู่
โอบามาเดินเข้าไปในห้องนั้น
แล้วทุกคนก็ทยอยตามเข้าไป จนเต็มห้องประชุมเล็กๆ ห้องนั้น
แมคเรเวนเริ่มรายงานสถานการณ์
เขาเป็นเหมือนเสียงจากฟ้าสำหรับภารกิจนี้
ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุด คือก่อนถึงเป้าหมายประมาณสองนาที
นั่นเป็นจุดที่พวกเราเปราะบางมาก
เพราะเวสต์พอยต์ของปากีสถานอยู่ใกล้ๆ นี่เอง
แถมกองพันทหารราบหลักของปากีสถาน ก็ห่างไปแค่ไม่กี่กิโลเมตร
อาจมีทหารหลายร้อยนาย เข้ามาโจมตีหน่วยซีลของเราก็ได้
เราอาจตกอยู่ในวงล้อมของปากีสถานก็ได้
ประธานาธิบดีสั่งชัดเจนว่า ถ้าเจอสถานการณ์แบบนั้น
ต้องพร้อมต่อสู้เพื่อหาทางออกมา
อย่าให้สถานการณ์กลายเป็นวิกฤตตัวประกัน
ที่ทหารของเราถูกกองทัพปากีสถานจับตัวไป
คนในทีมนักบินเอื้อมมือไปเปิดประตู
เรามองออกไปนอกหน้าต่าง อีกแค่สองนาทีจะถึงบ้านของบิน ลาเดน
ที่นี่ไม่ใช่สนามฝึกอีกต่อไปแล้ว รอบๆ มีไฟฟ้าใช้
เราอยู่ในย่านพักตากอากาศของปากีสถาน
แผนคือเฮลิคอปเตอร์จะบินรอ เราโรยตัวลงไป
ทีมของผมจะขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วก็เข้าจู่โจม
นั่นคือแผนที่สมบูรณ์แบบ และจากนั้นก็นรกแตก
(00:29 น.)
(00:30 น.)
ตอนที่เฮลิคอปเตอร์อยู่เหนือเป้าหมาย…
ลำหนึ่งเกิดสั่นไหวผิดปกติ
ร่วงอย่างแรง
ตกกระแทกพื้น
เป็นวินาทีที่…
รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในอก
ผมอยู่ห่างจากโอบามาแค่ไม่กี่วา
สีหน้าของเขา เต็มไปด้วยความตกใจและความกังวล
เหมือนคิดว่า "ซ้ำรอยเดสเซิร์ทวันซะแล้ว"
ในใจฉันคือ "พระเจ้าช่วย
เราอาจเสียคนของเราไป
เพราะเบาะแสที่เราตามมาตลอดก็ได้
ทุกคนต่างนั่งลุ้นแทบขาดใจ เฝ้ารอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ
จะมีการตอบกลับมาไหม
แล้วคนในละแวกนั้นก็เริ่มรู้ตัว แสงไฟค่อยๆ สว่างขึ้น
และในวินาทีนั้นเอง
ภารกิจก็หลุดออกไปบนโซเชียลมีเดีย
หลายคนรู้ว่าเฮลิคอปเตอร์ตก
(เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพตกใกล้อับบอตตาบัด)
แต่ไม่รู้ว่าเป็นของอเมริกา
ทุกคนคิดว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของปากีสถาน
(เห็นว่าถูกยิงตก ไม่ใช่ตกเพราะขัดข้องทางเทคนิค)
(ฟังดูเหมือนตั้งใจ)
(ฮ.ถูกยิงตกที่อับบอตตาบัด)
จากมุมมองของหน่วยข่าวกรอง นี่คือความล้มเหลว
และยังเป็นสัญญาณเตือน ให้ฝ่ายข่าวกรองของปากีสถานรู้ตัวด้วย
ตอนนั้นเรามองเห็นเลยว่า ภารกิจกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
ผมหันไปถามบิล แมคเรเวนว่า "เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น"
ผมรู้ว่าพวกเขาปลอดภัย เพราะเห็นพวกเขาออกจากฮ.กันอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นคือตอนที่เฮลิคอปเตอร์บินเข้าไป
กระแสลมจากใบพัดปะทะกับกำแพงสูงห้าเมตร
ทำให้เกิดกระแสลมหมุนวน และเฮลิคอปเตอร์สูญเสียแรงยก
เอียงข้างแล้วร่วงลงกระแทกคอกสัตว์
บิลไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาพูดว่า "ผมสั่งให้ฮ.สำรองเข้าไปแล้ว"
"เราจะระเบิดกำแพงเข้าไป และปฏิบัติภารกิจต่อ"
ผมก็ตอบไปว่า "ขอพระเจ้าคุ้มครอง ลุยเลย"
ทีมเคลื่อนตัวออกจากเฮลิคอปเตอร์ที่ตกพื้น
และเฮลิคอปเตอร์ลำที่สองก็ตามเข้ามาทันที
ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเฮลิคอปเตอร์ลำแรกมีปัญหา
ทีมของผมมีหน้าที่ปล่อยบางคนลง จากนั้นต้องขึ้นไปที่ดาดฟ้า
เราทำแบบที่ซ้อมมา ปล่อยคนลง แล้วบินขึ้น แล้วกลับลงไปอีกทันที
นักบินของเฮลิคอปเตอร์ลำที่สอง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขาระวังตัวไว้ก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าพวกเราถูกยิงตกรึเปล่า
สุดท้ายเขาตัดสินใจลงจอดนอกกลุ่มอาคาร
นักบินสั่งให้พวกเราลงจากเครื่องทันที
ปัญหาคือตอนนี้ทีมของเรากระจายกันไปหมด
ไม่มีใครอยู่ตามตำแหน่งในแผนเอเลย
ที่จริงผมต้องอยู่บนดาดฟ้า
จำได้ว่าผมคิดว่า "สงสัยต้องเปิดศึกกันตั้งแต่ตรงนี้เลย"
ข่าวดีคือเรามีแผนบี แผนซี และแผนดี
พวกเขาพยายามบุกเข้าไปในกลุ่มอาคาร
ที่กำแพงด้านนอกมีสิ่งที่ดูเหมือนประตู
ผมดูอยู่แล้วเห็นพวกเขาวางระเบิดที่ประตู
ผมเห็นการระเบิด
แต่พวกเขาไม่เคลื่อนตัวไปไหน
ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นประตูหลอก บนกำแพงคอนกรีตหนาเมตรกว่า
เขาหันกลับมาแล้วพูดว่า "ทะลวงไม่สำเร็จ ท่าไม่ดีแล้ว"
ผมบอกว่า"ไม่ แบบนี้แหละดี"
"นั่นเป็นประตูปลอม"
"ไม่มีใครเขาทำกันหรอก มันอยู่ในนี้แน่"
เรารู้ว่าทางด้านขวาของเรามีโรงจอดรถ
และมันเปิดได้แน่นอน เพราะเราเคยเห็นรถเข้าออก
งั้นไประเบิดประตูนั้นแทน
ผมเลยวิทยุไปว่า "ทะลวงไม่สำเร็จ มุมออกเฉียงเหนือ"
"เราจะระเบิดโรงจอดรถ"
แล้วก็มีคนตอบกลับมาว่า "อย่าเพิ่งระเบิด เดี๋ยวเปิดให้"
และประตูก็เปิดออก
มีมือใส่ถุงมือยื่นออกมายกนิ้วโป้งให้ ผมจำได้ทันที
เราเดินเข้าไป
จากนั้นภายในไม่กี่นาที
ทุกคนก็เข้าไปในพื้นที่หลักของตัวบ้านได้สำเร็จ
ในนั้นมืดสนิท ทีมเรามีแว่นสำหรับมองกลางคืน
อะดรีนาลีนสูบฉีด
แสงเลเซอร์จากอาวุธส่องไปทั่ว เห็นพวกเขาเคลื่อนตัว
เห็นพวกเขากระจายกำลังทั่วบริเวณ เพื่อหาภัยคุกคาม
แล้วผมก็เห็นพวกเขาเข้าไปในอาคารสามชั้น
และไม่เห็นอะไรอีก
(00:31 น.)
(00:32 น.)
ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด
ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อ
วินาทีนี้คือจุดตัดสินทุกอย่างที่เราวางแผนมา
ทุกความหวังที่มีในการจัดการบิน ลาเดน
ขึ้นอยู่กับ 20 นาทีต่อจากนี้
นี่แหละที่จะบอกว่าภารกิจนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลว
ยี่สิบนาทีที่เงียบสนิท
น่าจะเป็น 20 นาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตผมแล้ว
ในช่วง 20 นาทีนั้น
หน่วยซีลที่อยู่ในสถานที่เป้าหมาย…
เจออาบู อาเหม็ดเป็นคนแรก
และยิงสังหาร
พอเราเข้าไปในตัวบ้าน ชั้นแรก
หนึ่งในพวกเรายิงคนส่งสารกับภรรยาเขา
เธอกระโดดเข้ามาบังตัวเขา
ผู้หญิงกลายเป็นโล่มนุษย์
นั่นเป็นสัญญาณอีกอย่าง หมอนั่นอยู่ที่นี่แน่
เรามุ่งขึ้นไปบนชั้นสอง เจอประตูล็อกไว้
เลยเรียกหน่วยทะลวงขึ้นมาระเบิดประตูบานนั้น
ผมอยู่ลำดับที่หกในแนวที่เราเรียกว่า "เทรน"
และพวกเรากำลังเคลื่อนตัวขึ้นบันได
ทหารที่อยู่หน้าสุด มองเห็นลูกชายวัย 20 ปีของบิน ลาเดน
คาลิด บิน ลาดิน
คาลิดกระโจนไปหลบหลังราวบันได
คนของเราที่อยู่หน้า
ผมได้ยินเขากระซิบอะไรกับคาลิด เพื่อทำให้เขาสับสน
มานี่
เขาบอกว่า "มานี่" เป็นสองภาษา
คาลิดสับสน แล้วพอเขาโผล่ออกมา
คนของเราก็ยิงสังหารทันที
พวกเราอยู่ชั้นสอง กำลังจะขึ้นไปชั้นสาม
ซึ่งเป็นที่ที่บิน ลาเดนอยู่
แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องเคลียร์ชั้นสองก่อน
คนของเราเริ่มแยกกันไป
ทุกคนกระจายกันไปตามพื้นที่ข้างหน้าผม เหลือผมเป็นคนสุดท้าย
แปลว่าตอนนี้ผมกลายเป็นเบอร์สอง
หน้าที่ของเบอร์หนึ่งคือเฝ้าระวังบันได
หน้าที่ของเบอร์สองคือบอกให้เขารู้ว่า เรามีคนพอที่จะไปต่อแล้ว
ผมอยากได้สักสี่คน เลยมองไปรอบๆ
คนของเรา 23 คน กระจายอยู่ตามอาคารต่างๆ ชั้นต่างๆ
พอถึงจุดหนึ่งคนก็เริ่มไม่พอ เหลือพวกผมแค่สองคน
มีผ้าม่านบังอยู่ตรงบันไดขึ้นไปชั้นสาม
และมีคนเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังผ้าม่าน เบอร์หนึ่งบอกว่ามองเห็นตัว
เขาบอกว่า "อาจเป็นมือระเบิดพลีชีพก็ได้ เราน่าจะไปถึงตัวได้ก่อนแต่ต้องไปเลย"
เรากำลังจะเจอกับมือระเบิดพลีชีพ ผมคิดจนเบื่อจะคิดแล้ว
เป็นไงเป็นกัน ผมบีบไหล่เขา เราขึ้นบันไดไป
พอเราขึ้นไปถึงบันไดขั้นบนสุด
เบอร์หนึ่งเปิดม่านออก หลังม่านมีคนยืนอยู่
เขากระโจนเข้าชาร์จ
เตรียมใจรับแรงระเบิด
ทีนี้พอเขาพุ่งไปทางนั้น ผมก็เลยหันทางนี้
แล้วตรงหน้าผมห่างไปแค่ 60 ซม. คือโอซามา บิน ลาเดน
เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนทุกอย่างช้าลง
เขาสูงกว่าที่ผมคิด ผอมกว่าที่ผมคิด
เคราสีเทาออกขาว แต่ผมจำจมูกเขาได้
ไม่ผิดตัวแน่
เขาไม่ยอมจำนน
เขาคือภัยคุกคาม ไม่ใช่แค่ต่อตัวผม แต่ต่อทีมเราทั้งทีม
เขาต้องถูกกำจัด
(00:50 น.)
(00:51 น.)
เวลาผ่านไปอย่างตึงเครียด
พวกเรานั่งรอฟังข่าว
บรรยากาศเงียบกริบ
ทุกคนเฝ้ารอ
ทำให้ผมนึกถึงห้องรอในโรงพยาบาล
เมื่อมีคนกำลังจะคลอดลูก
เรารู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล
เป็นเวลา 19 นาที
แล้วผมก็ได้รับสายจากผู้บัญชาการหน่วยภาคพื้น
ผู้บัญชาการหน่วยภาคพื้นวิทยุมาว่า
"เพื่อชาติและพระเจ้า เจโรนิโม เจโรนิโม เจโรนิโม"
มันเสร็จเราแล้ว
เรารู้ทันทีว่านั่นแปลว่า
โอซามา บิน ลาเดน ถูกกองกำลังสหรัฐฯ สังหารแล้ว
มันแบบว่า "ให้ตายเถอะ" ไม่มีใครพูดอะไรเลย
ไม่มีเสียงปรบมือ
ในห้องเงียบมาก
จนโอบามาที่ยังนั่งที่เดิม เป็นคนทำลายความเงียบนั้น
เขาก็พูดว่า "เราจัดการเขาได้แล้ว"
พอได้ยินคำนั้น น้ำตาฉันก็เอ่อขึ้นมา
หันไปมองเพื่อนร่วมงานที่อยู่ตรงนั้นด้วยกัน
มองหน้ากัน ไม่ได้พูดอะไร
พอได้ยินคำนั้นในห้องนั้น ผมรู้สึกเหมือนนี่ไม่ใช่เรื่องจริง
สำหรับผม นี่คือการปิดฉาก คือความยุติธรรมที่มาช้าแต่มา
ความยุติธรรมมาช้าแต่มา
เราได้ตัวเขาแล้ว
ในหัวฉันคือ "พระเจ้าช่วย จบแล้ว"
ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหนก็ขอให้แม่รับรู้
เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
หลังจากทุ่มเทมานานหนึ่งทศวรรษ เพื่อตามล่าบิน ลาเดน
เหตุการณ์ในวันนั้น จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป
มันสะเทือนอารมณ์
แต่มันกินเวลาแค่ไม่กี่วินาที
เพราะในช่วงเวลานั้น
สิ่งที่เรายังโฟกัสอยู่คือหน่วยซีลกับฮ. ต้องกลับมาอย่างปลอดภัย
โอบามายังคงดูเครียด เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า
"บอกผมทันทีที่พวกเขาออกจากน่านฟ้าปากีสถาน"
ภารกิจยังไม่จบ เพราะเรายังต้องพาคนของเรา
กลับออกจากปากีสถานให้ได้
ไม่มีใครได้หายใจหายคอจนกว่าภารกิจจะจบ
(00:54 น.)
ผมยืนอยู่ตรงนั้น มองไปเห็นศพของบิน ลาเดนนอนอยู่
หนึ่งในพวกเราเดินเข้ามาถามว่า "โอเคไหม"
ผมถามว่า "แล้วไงต่อ"
เขาบอกว่า "ตามหาคอมพิวเตอร์ เร็ว"
ผมก็ "เออใช่" สติกลับมาแล้ว ให้ตายเถอะ
ผู้บัญชาการหน่วยภาคพื้นติดต่อมาบอกว่า
"เราเจอข้อมูลข่าวกรองเป็นตั้งๆ อยู่ที่ชั้นสอง"
เราอยู่ในห้องทำงานที่มีตั้งแต่ฮาร์ดไดรฟ์แบบเก่า
ยันคอมแพคดิสก์
ผมสั่งไปว่า "เอามาเท่าที่ได้ เราต้องออกไปจากที่นี่"
ตอนนั้นข้างนอกกลุ่มอาคาร
เริ่มมีคนมามุงดู เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้นใกล้บ้านตัวเอง
เรามีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เป็นนักภาษาศาสตร์
เขาอยู่รอบนอกของกลุ่มอาคาร
พยายามกันไม่ให้คนเข้ามาใกล้
เพื่อนผมที่เป็นสไนเปอร์อยู่ด้านนอกบอกว่า
"ฉันพร้อมเหนี่ยวไกนะ นายต้องบอกให้พวกเขาถอยไป"
ผมบอกทุกคนว่า
"ผมไม่อยากให้ใครตาย เว้นแต่พวกคุณรู้สึกว่ามีอันตรายจริงๆ"
ความกังวลก่อตัวขึ้น ผมเลยพูดว่า "เร่งมือกันหน่อยได้ไหม"
เราไม่ละสายตาจากเรดาร์ของปากีสถานเลย แม้แต่วินาทีเดียว
เราพบข้อมูลสำคัญมากมาย เดิมทีตั้งใจจะใช้เวลาแค่ 32 นาทีในพื้นที่
แต่ตอนนี้มันยืดออกไป เป็น 40 นาที แล้วก็ 45 นาที
ยิ่งยืดออกไป เราก็อาจช่วยชีวิตคนได้อีกมาก
อาจป้องกันภัยให้เมืองของอเมริกาได้ หรือเมืองในลอนดอน ด้วยข้อมูลที่เราเจอ
หรือแผนการที่พวกนั้นวางไว้ ดังนั้นเราต้องยื้อให้ถึงที่สุด
การปฏิบัติภารกิจภาคพื้น กินเวลานานกว่าที่ใครตั้งใจไว้
ตอนนั้นฝูงชนข้างนอกเริ่มหนาแน่นขึ้น
เขาบอกว่า "ไม่มีอะไรให้ดู แค่การฝึกของปากีสถาน ไม่ต้องกังวล"
"กลับบ้านไปซะ"
เราต้องนำร่างของบิน ลาเดนใส่ถุงห่อศพ แล้วพากลับไปด้วย
พวกเขาหามร่างของบิน ลาเดนออกมา
ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลำเดิมกับเฮลิคอปเตอร์สำรอง
แล้วบินออกไป
ระเบิดเฮลิคอปเตอร์ที่ตก เพราะมีข้อมูลลับอยู่ในนั้น
เหตุการณ์ทั้งหมดเหมือนฉากในหนังไม่มีผิด
เราออกไปจากที่นั่น นักบินอยู่ข้างหน้า พาเราหนีให้เร็วที่สุด
ฝั่งปากีสถานไหวตัวแล้วแน่นอน
เราเห็นเรดาร์เริ่มทำงาน เห็นไซโลของพวกเขาเปิดออก
พวกเขาส่งเอฟ-15 ขึ้นบินสองลำ
พยายามสกัดเฮลิคอปเตอร์ของเรา ระหว่างทางขากลับ
เอฟ-16 ปะทะกับซีเอช-47 ไม่ค่อยมีหวัง พวกเขายิงเราตกได้สบาย
ผมเลยเริ่มจับเวลา เราต้องรอดให้ได้ 90 นาที
เพราะนั่นแปลว่าเราข้ามพรมแดน จากปากีสถานมาอัฟกานิสถานแล้ว
และเราจะปลอดภัยจากการถูกยิงตก
เพราะเรามีเอฟ-15 อยู่ที่พรมแดน สามารถคุ้มกันเราได้
โอเค ผ่านไปสิบนาที ต่อไปก็ลุ้น 20 นาที
เฮลิคอปเตอร์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ ไปตามภูมิประเทศ
ทางภาคพื้นแจ้งมาเป็นระยะ
ว่าพวกเขาอยู่ห่างจากฐานแค่ไหน
ผ่านไปสามสิบนาที ต้องให้ถึงเก้าสิบ
ทุกคนที่ศูนย์ฯ พากันเอาใจช่วยเฮลิคอปเตอร์
ให้มันไปได้เร็วที่สุด
ผ่านไปหกสิบนาที ต้องให้ถึงเก้าสิบ ผ่านไปเจ็ดสิบนาที
ผมพยายามไม่คิดเรื่องอะไร
แล้วก็เริ่มคิดถึงโอลิมปิกปี 1980 ที่เลกเพลซิด
ความตื่นเต้นเขย่าทั้งสนามจนสั่นสะเทือน ศูนย์โอลิมปิกอัดแน่นไปด้วยผู้ชมครับ
ทีมฮอกกี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของรัสเซีย
พวกเขาไม่เคยพลาดเหรียญทองเลยตั้งแต่ยุค 50
แข่งกับเด็กอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย
ไม่ควรไปอยู่บนลานน้ำแข็งด้วยซ้ำ แต่เรากลับเป็นฝ่ายนำ
สี่ต่อสาม ช่วงที่สาม เสียงเชียร์กึกก้อง
สิบ เก้า… ยังมีสิทธิ์แพ้ พวกเขากังวล
แปด
เจ็ด
หก
ห้า
สี่
สาม
สอง
หลังจากบินมาได้ 85 นาที นักบินก็พูดขึ้นมาว่า
"สุภาพบุรุษ นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิต
ที่พวกคุณจะดีใจที่ได้ยินประโยคนี้ ขอต้อนรับสู่อัฟกานิสถาน"
คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหม
เยี่ยม!
ไม่น่าเชื่อ
พอเฮลิคอปเตอร์ข้ามพรมแดนไปได้
ฝั่งปากีสถานก็ถอยกลับ
ทุกคนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะตอนนี้พวกเขาปลอดภัยแล้ว
(02:51 น.)
แทบไม่อยากเชื่อว่าภารกิจสำเร็จ
เพราะเราทำใจไว้แล้วว่ามีโอกาสตายสูงมาก
แต่ไม่ตายก็ดีเหมือนกัน
พอเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่จาลาลาบัด ในอัฟกานิสถาน
ตอนนั้นแหละที่ทุกคนรอบโต๊ะพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า
"ภารกิจลุล่วง"
"ภารกิจลุล่วง"
ทุกอย่างที่เราทำมา
ทุกการวางแผน
ทุกความพยายาม
ให้ผลตอบแทนเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน
ว่าเราจะทำได้
นั่นคือการทวงความยุติธรรมกับบิน ลาเดน
เราสวมกอดกัน แสดงความยินดีกัน
- ทำได้ดีมาก ทีมความมั่นคงแห่งชาติ - ครับท่าน
- ขอบคุณ - ครับท่าน
ผมภูมิใจในตัวคุณ
- พวกคุณทำได้ดีมาก - ขอบคุณครับ
เมื่อประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ บอกกับคุณว่า "คุณทำได้ดีมาก"
เป็นใครก็คงไม่ลืม ผมจะไม่มีทางลืมชั่วขณะนั้น
วันที่ปฏิบัติการ
ตอนนั้นลูกสาวผมเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย
และเธอแสดงคอนเสิร์ตเป็นครั้งสุดท้ายในคืนนั้น
ภรรยาผมถามว่า "คุณอยู่ไหน"
ผมบอกว่า "ผมไปไม่ได้"
แล้วเธอก็ "มาไม่ได้เหรอ แค่ชั่วโมงเดียวก็ไม่ได้เหรอ"
"สิ่งที่คุณทำอยู่มันสำคัญกว่าลูกสาวตัวเองเหรอ"
ผมพูดแค่ว่า "แค่นี้ก่อนนะ" แล้วก็กดวางสาย
หลังจากนั้นเธอใช้เวลาทั้งวันนั่งบนโซฟา
หาข้อมูลว่าขั้นตอนการหย่ามีอะไรบ้าง
ผมทำงานหนักแทบไม่หยุด
เจ็ดวันต่อสัปดาห์
ไม่มีวันพัก
ชีวิตแต่งงานกำลังดิ่งลงเหว
พอประธานาธิบดีตัดสินใจว่า จะประกาศข่าวให้คนประเทศรู้
ผมโทรหาเธอแล้วบอกว่า "เปิดทีวีสิ"
"แล้วคุณจะเข้าใจ"
เธอพูดว่า "คุณจับเขาได้แล้ว"
ข่าวด่วนค่ะ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เตรียมประกาศเรื่องสำคัญไม่ทันตั้งตัว
ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกี่ยวกับอะไร
แต่คาดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะนี่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเลย
ผมอยู่ที่บ้าน นอนอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง
เอมิลี่ภรรยาผมเดินเข้ามาบอกว่า
"โทรศัพท์ดังทุกเครื่องเลย" ผมตอบไป "ผมอ่านนิทานให้ลูกฟังอยู่"
เธอบอกว่า "แต่โทรศัพท์ดังทุกเครื่องเลยนะ" แบบนี้ท่าไม่ดี
ค่ำคืนนี้ ทำเนียบขาวติดต่อไปยัง สำนักข่าวแต่ละแห่ง
แจ้งแต่ละที่ว่าจะมีแถลงการณ์ออกมาในเร็วๆ นี้
โอบามาพูดขึ้นมาว่า "ขอสุนทรพจน์หน่อย" แต่ผมยังไม่ได้เขียน
ผมก็แบบ "ซวยล่ะสิ"
ผมหันไปหาเขาแล้วพูดว่า "ขอห้านาที"
แล้วก็คิดในใจ "บ้าเอ๊ย พูดแบบนั้นกับประธานาธิบดีได้ไง"
"แถมยังพูดต่อหน้าคณะรัฐมนตรี กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอีก"
แต่เขาตอบว่า "ได้เลย"
เราเลยมาคุยกันว่า "อยากให้สุนทรพจน์เป็นแบบไหน"
ชีวิตนี้ผมเขียนสุนทรพจน์มาเป็นพัน
แต่ไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกเหมือนครั้งนี้
พอผมเขียนประโยคแรกลงไป
ผมถึงตระหนักได้ว่า สิ่งที่ผมกำลังทำมันยิ่งใหญ่แค่ไหน
"ฉันกำลังจะบอกให้โลกรู้"
ช่วงเวลานั้นวุ่นวายจนหัวหมุน แต่ผมชินกับการเร่งเขียนสุนทรพจน์ให้โอบามา
เขาเป็นคนที่แก้ไขงานจนวินาทีสุดท้าย ผมถือร่างสุนทรพจน์ที่มีลายมือเขาเขียนแก้
แล้วต้องใส่เกียร์หมา ไปหาคนคุมเครื่องเทเลพรอมพ์เตอร์
ก่อนที่โอบามาจะเดินตามมาถึง
แต่สิ่งที่ทำให้ขนลุกคือ
นักข่าวที่มาร่วมงานมีแค่กลุ่มเล็กๆ
และพวกเราก็มีอยู่ไม่กี่คน กับห้องที่กว้างและโล่งมาก
สิ่งที่ทุกคนเห็นทางทีวีก็คือ
โอบามาเดินผ่านโถงทางเดินยาวสีแดง ไปยังโพเดียม
แต่ที่จริงเขากำลังพูดอยู่ต่อหน้ากล้องแค่ไม่กี่ตัว
ไม่มีผู้นั่งฟังเลยสักคน
ส่วนพวกผมนั่งกันอยู่ด้านหลังห้อง
สวัสดีครับ
ค่ำคืนนี้ ผมขอรายงานต่อชาวอเมริกัน และต่อประชาคมโลกว่า
สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินปฏิบัติการ
สังหารโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์สำเร็จ
ผมได้ยินประธานาธิบดีโอบามาพูดชื่อ "โอซามา บิน ลาเดน"
แล้วผมหันไปมองศพของบิน ลาเดน แล้วคิดในใจว่า
"อยู่บิวต์ มอนทานาดีๆ แล้วฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะเนี่ย"
แล้วเราก็กลับมาตั้งใจฟังต่อ
คนในทีมรอบตัวผมพึมพำว่า "พูดสิ พูดว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ"
หน่วยปฏิบัติการขนาดเล็กของอเมริกา ได้ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยความกล้าหาญ
และความสามารถยอดเยี่ยม
ไม่มีชาวอเมริกันได้รับอันตราย
ขณะที่โอบามากำลังพูด ผมหันไปมองเบรนแนนแล้วถามว่า
"คุณตามจับบิน ลาเดนมานานแค่ไหนแล้ว"
เขาตอบโดยไม่เสียเวลาคิดเลย "15 ปี"
เขามีคำตอบนั้นพร้อมอยู่ในหัว
จากซูดานไปจนอัฟกานิสถาน
และสิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนั้นคือ
"โอ้โฮเฮะ มีคนพยายามจับตัวหมอนี่ไม่รู้กี่คน"
เกือบสิบปีมาแล้ว
ที่หนึ่งวันอันสดใสในเดือนกันยายนต้องมืดลง
จากการโจมตีที่เลวร้ายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกัน
และในค่ำคืนนี้
เราสามารถบอกกับครอบครัวของผู้สูญเสีย จากการก่อการร้ายของอัลกออิดะห์ได้ว่า
เราได้รับความยุติธรรมแล้ว
ค่ำคืนนี้ เราขอแสดงความขอบคุณต่อ เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง
และผู้เชี่ยวชาญการต่อต้านการก่อการร้าย ที่ทำงานอย่างไม่ย่อท้อ
กับผลที่เราบรรลุได้ในวันนี้
อเมริกันชนอาจไม่ได้เห็นการทำงานของพวกเขา อาจไม่รู้จักชื่อของพวกเขา
แต่ค่ำคืนนี้ พวกเขาอิ่มเอมกับ ผลลัพธ์ของความพยายาม
และความยุติธรรมที่พวกเขาได้ไล่ล่ามาโดยตลอด
ขอบคุณครับ
และขอพระเจ้าอวยพรสหรัฐอเมริกา
หลังจากที่เขากล่าวสุนทรพจน์เสร็จ
ผมก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
พอเริ่มเดินออกจากปีกตะวันตก
ผมสังเกตว่าด้านนอกสว่างกว่าปกติ
สำหรับช่วงเวลานั้น
ผมมองเห็นฝูงชนจำนวนมาก หลั่งไหลไปที่ลาฟาแยตต์พาร์ก
และตะโกนว่า "อเมริกา อเมริกา"
ผู้คนต่างร่วมกันเฉลิมฉลองกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และตอนนั้นเองที่ผมตระหนักว่า
เราไม่ใช่แค่ทวงความยุติธรรมกับบิน ลาเดน
แต่ในหลายๆ แง่ เราได้มอบความยุติธรรมให้กับเหยื่อทุกคน
ที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว
ในตึกเวิลด์เทรดและสถานที่อื่นๆ
ผมเดินลงไปหยิบเบียร์จากตู้เย็น
แล้วก็คิดว่า "เรื่องนี้มันใหญ่กว่าจะฉลองด้วยเบียร์"
ผมเลยเปิดตู้หยิบขวดวิสกี้ออกมาขวดนึง
กำลังจะเดินออกไปที่เฉลียง แต่แล้วก็หยุด
แล้วหันไปหยิบซิการ์จากกล่องในห้องรับแขก คิดว่า "นี่คือค่ำคืนที่ดี"
ขอบคุณ อเมริกา
ของทุกอย่างพร้อม แล้วผมก็คิดว่า
"นี่เรากำลังจะฉลอง"
"ที่…"
"ที่มีคนตายอย่างโหดร้ายเนี่ยนะ"
"เรามีอารยธรรมกว่านั้นรึเปล่า"
ผมคิดต่อไปอีกแวบเดียวแล้วก็ปลงว่า
"ช่างหัวมัน"
"มันตายอย่างที่สมควรตายแล้ว"
ประธานาธิบดีเป็นกังวลว่า จะจัดการกับศพของบิน ลาเดนยังไงดี
มีการตัดสินใจว่า เราจะนำร่างของเขาขึ้นเรือบรรทุกเครื่องบิน
ที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย
และทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลามเป็นครั้งสุดท้าย
และร่างของเขาจะถูกทิ้งลงทะเล
เพื่อไม่ให้มีสถานที่ใดกลายเป็นสถานที่เคารพบูชา
สิ่งที่ผมไม่มีวันลืมก็คือ
กองทัพทำอัลบั้มภาพ บันทึกเส้นทางของศพบิน ลาเดน
เริ่มจากภาพหลังถูกยิง
แล้วกลับมาที่จาลาลาบัด
แล้วก็ภาพที่ทำความสะอาดใบหน้าแล้ว
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของผม ไม่ใช่ภาพใบหน้าของบิน ลาเดนที่ถูกยิงจนเละ
แต่เป็นภาพบนเรือรบ
ร่างของเขาถูกห่อด้วยผ้าขาว
ค่อยๆ ถูกหย่อนลงสู่ผืนน้ำ
แล้วจมหายไปใต้ทะเล
ผมจำได้ว่า ภาพนั้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผมมาก
หลังจากเหตุการณ์มากมายที่เปลี่ยนแปลงโลกไป
มนุษย์… คนนี้
ก็กลายเป็นเพียง…
ร่างที่ถูกห่อในผ้าขาว ล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย
สหรัฐฯ ชนะศึกหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.
ไม่มีการโจมตีครั้งใหญ่ เกิดขึ้นบนแผ่นดินอเมริกาอีก
ผู้นำระดับสูง
ของอัลกออิดะห์ที่อยู่เบื้องหลัง 11 ก.ย. ถูกจับหรือถูกสังหารหมด
แต่ผมกลัวว่า ฝ่ายที่ชนะสงครามอาจเป็นบิน ลาเดน
ผมคิดว่าเขาทำให้อเมริกาอ่อนแอลง
เราหมดเงินไปกับการต่อต้านการก่อการร้าย หลายล้านล้านดอลลาร์
สงครามอันยาวนานในอัฟกานิสถาน
สงครามในอิรักที่ทำให้ชาวอเมริกันแตกแยก
มันยังคงส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้
(สหรัฐฯ ปลิดชีพบิน ลาเดน)
(ได้ตัวแล้ว)
(บิน ลาเดนผู้บงการ 11 ก.ย.ถูกสังหาร)
ฉันประทับใจกับทุกคนที่มีส่วนร่วม
ที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้
แต่…
ไม่รู้สิ
ฉันอยากให้…
คนที่สมควรได้รับกรรม
อยู่รับกรรมที่ตัวเองหวาดกลัวที่สุด
ฉันอยากให้เขาแก่ตาย
ถูกหลงลืมโดยสิ้นเชิง
ให้เขามีชีวิตอยู่โดยรู้ว่าไม่มีใครสนใจเขา
ไม่มีใครคิดเรื่องเขาหรือรู้ว่าเขาเป็นใคร
สำหรับฉัน นั่นคือการลงโทษที่โหดร้ายที่สุด สำหรับเขาหรือผู้ก่อการร้ายคนไหนก็ตาม
ฉันคิดว่าหลายคนไม่เข้าใจว่า
พลังที่จะปราบการก่อการร้ายได้ จริงๆ แล้วคือการไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือเรา
ไม่หวาดกลัวมัน ไม่ยอมให้มันเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจของเรา
นั่นแหละคือวิธีที่มีพลังที่สุด ในการขจัดมันให้หมดสิ้นไป
แค่พูดว่า "ช่างแกสิ"
"พวกแกไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตัวตน หรือวิถีชีวิตของเราได้หรอก"
เราเริ่มเห็นความวุ่นวายของโลก เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง
วงจรเดิมที่จะนำไปสู่โศกนาฏกรรม
ความโกรธแค้น การปลุกเร้าอารมณ์
และสุดท้ายก็จะมีใครสักคน
เข้ามาฉวยโอกาสจากมัน
นี่ไม่ใช่ตอนจบของเรื่องราวทั้งหมด
แต่มันคือตอนจบของบทนี้
บทของบิน ลาเดน
คำบรรยายโดย อัจฉริยา สุกใส
Can't find what you're looking for?
Get subtitles in any language from opensubtitles.com, and translate them here.